Mark to Market คืออะไร?
กองทุนรวมตราสารหนี้ กับการ Mark to Marketวันนี้มาคุยกันเรื่องการ Mark to Market นะครับ ที่ผ่านมาเพื่อนๆพี่ๆนักลงทุนคงได้ยินคำๆนี้อยู่บ่อยๆ บ้างคนอาจรู้คร่าวๆแล้วว่าคืออะไร ในขณะที่บางคนอาจไม่รู้เลยว่ามีผลกับหน่วยลงทุนที่ตัวเองถืออยู่ยังไงจริงๆแล้วการ Mark to Market ไม่ใช่ทำกับเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้เท่านั้นนะครับ ลองมาดูนิยามของมันก่อน Mark to Market หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยให้สะท้อนราคาตลาดที่เป็นธรรม" (ยาวดีป่ะ) ก็คือ วิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่กองทุนถืออยู่ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร ฯลฯ ให้เป็นมูลค่าตามตลาดหรือราคาตลาดปัจจุบัน หรือราคาล่าสุด ที่เกิดการซื้อขายจริงๆในวันนั้นๆ หรือวันก่อนก่อนหน้า (หากวันนั้นไม่มีการซื้อขาย)จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะตราสารหนี้เท่านั้นที่โดน Mark to Market จริงๆแล้ว ปัจจุบันกองทุนหุ้นในตลาด ก็ต้อง Mark to market ด้วยเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่กองทุนลงทุนในหุ้นนั้น เราใช้ราคาปิดของหุ้นรายๆตัวนั้นๆอยู่แล้ว ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันหมด จริงๆแล้วตราสารหนี้ก็เหมือนกันครับไม่แตกต่างกันแล้วการ Market to Market เกิดประโยชน์อะไรกับผู้ถือหน่วย - เนื่องจากกองทุนรวมส่วนใหญ่จะมีผู้ลงทุนเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ตลอดเวลา (ซื้อขายได้ทุกวันทำการ) จึงต้องมีการแบ่งส่วนทรัพย์สินให้แก่คนที่ออกไป หรือส่วนของเงินใหม่ที่จะเข้ามาอย่างเป็นธรรม และวิธี Mark to Market จะทำให้กองทุนสะท้อนฐานะและมูลค่าตามความเป็นจริงในแต่ละสิ้นวันได้ดีขึ้น ไม่เกิดการได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบ สำหรับนักลงทุนเก่า และนักลงทุนใหม่- อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของกองทุนและบริษัทจัดการ ว่าพอร์ตการลงทุนนั้น มีความผันผวนด้านราคาของตราสารมากน้อยแค่ไหน อันจะทำให้นักลงทุนเข้าใจธรรมชาติของกองทุนนั้นๆได้ดีขึ้นครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กองทุน Fixed Income Fund ของ AYF ทุกกองนั้น ปัจจุบัน Mark to Market ทุกวัน โดย NAV ย้อนหลังนั้น มีความผันผวนสูงสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงด้านราคาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (ปัจจุบัน หลายกองทุนนอกจาก AYF ก็นำวิธีการ Mark to Market ทุกวัน มาใช้คำนวน NAV แล้ว)เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น เอาตัวอย่างแบบคร่าวๆไปดูนะครับสมมติ เราลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่แล้ว วันนี้ กนง.ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้มูลค่าพันธบัตรและตราสารหนี้ตัวอื่นๆที่กองทุนรวมถืออยู่สูงขึ้น หากไม่มีการ Mark to Market ให้ NAV สูงขึ้นตาม ผู้ลงทุนใหม่ที่เข้าลงทุนวันนี้ ก็จะได้ซื้อหน่วยลงทุนในราคาถูกเกินความเป็นจริง ขณะที่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมหากขายหน่วยลงทุนออกจากกองทุนจะได้ราคาหน่วยที่น้อยเกินไปและในทางกลับกัน เมื่อดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าตราสารหนี้ที่กองทุนรวมถืออยู่ลดลง หากไม่มีการ Mark to Market เพื่อปรับ NAV ให้ลดลง จะกลายเป็นว่านักลงทุนที่เข้ามาในวันนี้ จะต้องซื้อหน่วยลงทุนแพงเกินจริง และหากนักลงทุนเดิมต้องการไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนในวันนี้ ก็จะได้รับเงินคืนมากเกินไป จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากองทุนจะถือตราสารอายุยาวเพียงใด (Duration port) การซื้อขายได้ทุกวันทำการของกองทุนเปิดนั้น หากไม่มีการ Mark to Market ก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นครับราคาตลาดของหลักทรัพย์ต่างๆ ที่จะใช้ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน ได้แก่หุ้น : ใช้ราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์ตราสารหนี้..ใช้อัตราผลตอบแทนจากการซื้อขายครั้งล่าสุดในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยหน่วยลงทุน..ใช้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) ที่คำนวณได้ ณ สิ้นวันเงินฝาก/ตั๋วสัญญาใช้เงิน..ใช้มูลค่าเงินต้นบวกด้วยดอกเบี้ยค้างรับพอจะเห็นความจำเป็น และวิธีการ Mark to Market หรือยังครับ
ป้ายกำกับ: หุ้น, Mark to Market

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]
<< หน้าแรก